หน้าแรกรู้จักเราอบรม/workshopครูคลับTV ข่าว กิจกรรมDownload ห้องพักครูติดต่อเรา
                                                 
  
       
Mindset คืออะไร ?

เป็นกลุ่มของความเชื่อ หรือวิธีการคิดที่ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมองและทัศนคติ Carol Dweck ผู้คิดค้นทฤษฏีเรื่อง Mindset ได้แบ่งประเภทของ Mindset เป็น 2 แบบด้วยกันคือ
Growth Mindset สำคัญอย่างไร ?
เด็กที่มี Growth Mindset จะมีความกระตือรือร้นในการเรียน ใส่ใจ สนุกกับการแก้ปัญหา สนุกกับการเรียนรู้ และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย
จากการศึกษาในเด็กพบว่ามีเด็กที่มี Growth Mindset จะประสบความสำเร็จในการศึกษามากกว่ากลุ่มที่มี Fixed Mindset
เราจะสร้าง Growth mindset ให้กับเด็กของเราได้อย่างไร ?
ครูเป็นตัวอย่างของการมี Growth Mindset เป็นตัวอย่างให้เด็กเห็นว่าครูไม่ย่อท้อต่อปัญหา สนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ รวมทั้งถ่ายทอดความเชื่อว่า เด็กทุกคนพัฒนาได้ด้วยการสอนอย่างตั้งใจ ให้เวลา และให้โอกาสเด็กทุกคนในการเรียน ไม่ตัดสินเด็ก
สอนให้เด็กเข้าใจเรื่อง Growth Mindset เข้าใจว่าเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาสิ่งสำคัญคือความพยายามในการเรียนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และท้าทายตนเองให้พัฒนาไปเรื่อยๆ
ใช้วิธีการสื่อสารกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กมีความพยายาม สนใจในกระบวนการเรียนรู้ และไม่ย่อท้อเมื่อยังไม่ถึงเป้าหมาย
ให้เด็กเห็นคุณค่าของความพยายาม โดยการให้คำชมในความพยายามของเด็ก
ใส่ใจกับกระบวนการในการทำงานหรือการเรียนของเด็ก เพื่อให้เด็กเห็นว่ากระบวนการ (Process)สำคัญกว่าผลลัพธ์ (Outcome)
ใช้วิธีการปรับคำพูดเพื่อปรับมุมมองให้เด็กไม่ย่อท้อแม้ว่ายังไม่ถึงเป้าหมายโดยการใช้คำว่า "ยัง" (Power of yet)
ให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาผ่านการให้ Feedback เพราะหากเด็กทำพฤติกรรมที่ผิดเป็นประจำ โดยไม่มีคนบอกสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ก็จะทำพฤติกรรมนั้นคงอยู่กับเด็กไปเรื่อยๆ ดังคำกล่าวที่ว่า การฝึกฝนทำให้เกิดความสมบูรณ์แบบนั้นไม่เป็นจริงทั้งหมด การฝึกฝนในวิธีที่ผิดทำให้เกิดพฤติกรรมผิดๆที่คงทนถาวร
Practice makes Perfect จริงหรือไม่ ?
มีคำกล่าวที่ว่า Practice makes Perfect หมายความว่า ความตั้งใจในการฝึกฝนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เก่งหรือประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ หรืออาจจะแปลง่ายๆได้ว่า"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น"
     ความจริงแล้ว ถ้าพูดให้ตรงและถูกต้องขึ้น ควรกล่าวว่า "การฝึกฝนจะช่วยให้เกิดความเชียวชาญและความชำนาญในสิ่งที่ฝึก"ต่างหาก(Practice makes Permanent)เพราะถ้าเราหมั่นฝึกในวิธีคิดที่ผิด เราก็จะชำนาญขึ้นในการทำผิดและไกลจากความสำเร็จมาขึ้นไปอีก

    อย่างเช่นนักกีฬา หากฝึกฝนอย่างผิดวิธีก็จำทำให้เก่งในวิธีที่ผิด และอาจส่งผลให้ร่างกายบาดเจ็บได้ในที่สุด


   ด้วยเหตุนี้ การที่เด็กจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยทั้งความพยายามในการฝึกฝน(Practice)และมีครูช่วยชี้แนะในทางที่ถูกต้องโดยอาศัยการ Feedback

        Feedback เป็นการให้ข้อมูลสะท้อนกลับต่อพฤติกรรมหรืองานที่บุคคลทำ การให้ Feedback ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการเรียนและการทำงาน การ feedback ที่ดีตั้งอยู่บนความไว้วางใจระหว่างผู้ให้ feedback กับผู้รับ feedback จึงต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร และผู้ให้ feedback นึกถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ ผู้รับ feedback เป็นหลัก


หลักการ Feedback

Specific : เจาะจง

Feedback พฤติกรรม ที่เฉพาะเจาะจงพร้อมอธิบายว่าทำอะไรได้ดี/อะไรที่พัฒนาต่อได้อีก

Timely : ทันที

ควรทำทันที  feedback ที่มาช้า การพัฒนาก็ล่าช้า

Objective : เป็นรูปธรรมตามเกณฑ์

ให้ข้อมูลชัดเจนว่าเขาอยู่ตรงไหนเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ใช่เทียบกับคนอื่น

Plan : วางแผนร่วมกันเพื่อพัฒนา

โดยให้เขาเป็นผู้เลือกว่าจะพัฒนาจุดใดก่อน

ลักษณะของ Feedback ที่ดี

มีเป้าหมายชัดเจนคือเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อการตัดสิน (เป็นการให้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ถึงเป้าหมาย มากกว่าการประเมิน ถูก/ผิด ดี/เลว ควร/ไม่ควร)
เลือกประเด็นที่สำคัญในการ  feedback (ไม่ควรเกิน 2-3 ประเด็นในแต่ละครั้ง)
feedback ที่พฤติกรรมหรือทักษะที่เป็นรูปธรรม โดยอ้างอิงสิ่งที่เห็น (เช่น สามารถทำ...ได้, มีความตั้งใจที่... โดยเห็นได้จาก...) หลีกเลี่ยงการ feedback ลักษณะเฉพาะตัวที่เป็นนามธรรม (เช่น ฉลาด เก่ง)
ไม่ควรทิ้งเวลาการ  feedback หลังเสร็จกิจกรรมนานเกินไป (ถ้าเป็นไปได้ควร feedback ทันทีหลังกิจกรรม)
feedback อย่างสมดุล ระหว่าง การส่งเสริมสิ่งที่ทำได้ดี กับ สิ่งที่ควรปรับปรุง


กระบวนการ Feedback

                 

ให้ผู้รับ feedback ประเมินตนเองก่อน เช่น “ที่เพิ่งผ่านมาคิดว่ามีอะไรที่ทำได้ตามที่ตั้งใจไว้บ้าง” “มีอะไรที่ยังไม่แน่ใจ” “มีอะไรบ้างที่คิดว่าทำได้ดี”  “ถ้าให้คะแนนตัวเองจาก 1-10 โดย 10 คือทำได้ดีทุกอย่างไม่มีที่ติ จะให้เท่าไหร่ครับ”

                          

C

ให้ feedback โดยเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดีก่อน   เช่น “คุณทำ... ได้ดีตอนที่...”

C

ให้เสนอสิ่งที่ควรปรับปรุงหรือพัฒนา  เช่น “ตอนที่คุณทำ... อาจปรับตรงนี้โดยการ...” “คุณทำ...ได้ดีแล้ว ถ้าลองทำ...เพิ่ม น่าจะช่วยให้มันดีขึ้นไปอีก”

C

ผู้ให้และผู้รับ feedback  ช่วยกันสรุปอย่างเป็นรูปธรรมเป็นข้อ ๆ ในประเด็นที่สามารถปรับปรุงได้  เช่น “เอาล่ะ เรามาช่วยกันสรุปประเด็นที่สามารถพัฒนาต่อได้อีกกันนะคะ 1. ... 2. .. .. มีข้อสงสัย หรืออยากถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ..

C

ให้ผู้รับ feedback ตัดสินใจเลือกประเด็นที่จะนำไปปรับปรุงต่อ เช่น “มีตรงไหนบ้างที่คิดว่าอาจทำได้ดีกว่าเดิม” “ถ้าจะให้คะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 1 คะแนน คุณจะต้องปรับปรุงอะไรเป็นสิ่งแรกครับ”

C
                                                                                                                   

ในกระบวนการ Feedback หากมีข้อสงสัยให้ซักถาม ผู้ให้ Feedback ควรถามหากไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้รับ Feedback ทำ, ในขณะเดียวกันผู้รับก็ควรถามหากไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้ให้ Feedback เสนอ โดยไม่พยายามอธิบายแก้ตัวหรือปกป้องตนเอง

 
                                                           


ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ

เลขที่ 214 ถ.นครสวรรค์

แขวงวัดโสมนัส   เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

กรุงเทพมหานคร

10100                                                    

     

Email : cepthailand@vyouth.org

         : cepthailand@hotmail.com

โทร : 66(0) 2282 0104

Fax : 66(0) 2282 0208

www.cepthailand.org                         
   

  

                                                                                           



                                             

  Copyright 2005-2016 cepthailand.com All rights reserved.                                  


 
  
view